2006/Sep/14

เมื่อเข้ามาในงานพิพัฒน์ก็ขอตัวไปทักทายคนรู้จัก ตอนแรกเขาจะพาคริมาไปด้วยแต่เธอปฎิเสธ เพราะยังไม่อยากสวมหน้ากากเข้าหาใครในงานวันนี้ เธอพยายามมองหาเพื่อนอีกสองคนแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา คริมาเดินเข้าไปที่ซุ้มๆ หนึ่งที่ถูกจัดไว้เป็นซุ้มเครื่องดื่ม เธอตั้งใจว่าหลังจากได้เครื่องดืมแล้วเธอจะเดินไปหามุมสงบๆ ยืนรอเพื่อน ระหว่างที่เธอยื่นมือเรียวออกหมายจะหยิมเครื่องดืมตรงหน้านั้น ก็มีมือหนาใหญ่ของใครคนนึ่งยื่นมาที่แก้วใบเดียวกับเธอ หญิงสาวหันไปมองตามมือก็พบกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ แต่งตัวด้วยสูทหรูราคาแพงทับเสื้อเชิตสีฟ้าน้ำทะเลผมถูกหวีไว้อย่างเรียบร้อย แต่ที่หญิงสาวรู้สึกสะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ฉายแววอ่อนโยนมาให้ จนทำให้เธอเผลอมองอยู่ตั้งนาน
"คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ" ชายหนุ่มถามหลังจากเห็นหญิงเงียบไม่ยอมพูดอะไร"
"อ๋อ เปล่าค่ะ" หญิงสาวพูดได้แค่นั้นก็ใบ้กิน
"เชิญคุณก่อนเลยครับ"
"คะ" คริมาถามขึ้นอย่างงงๆ เมื่อธีธัทเห็นใบหน้าเธอที่แสดงความไม่เข้าใจออกมาอย่างชัดเจนก็ขำขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะพูดให้เธอเข้าใจว่า
"ผมหมายถึงเครื่องดื่มครับ" พูดพร้อมกับส่งแก้วเจ้าปัญหาให้เธอก่อน
คริมารับแก้วนั้นมาแล้วเอ่ยขอบคุณเบาๆ "ขอบคุณค่ะ" ชายหนุ่มยิ้มให้กับท่าทางนั้นแล้วเขาก็หันไปหยิบเครื่องดื่มของตัวเอง
"คนเยอะดีนะครับ" ธีธัทชวนคุยตามภาษาคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี เขาพูดพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ไปให้หญิงสาว โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าไอ้รอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมาให้นะมันทำให้หัวใจคริมามีจังหวะแปลกโดยที่เจ้าของก็ไม่เข้าใจ
"ค่ะน่าดีใจแทนยายมินนะค่ะที่มีคนมาแสดงความดีใจกันเยอะขนาดนี้ แต่ก็ไม่แปลกยายมินเป็นคนดี" หญิงสาวพูดไปก็ยิ้มไป
ธีธัทแปลกใจกับสิ่งที่เขาได้ยินจึงถามเธอออกไปว่า "คุณเป็นเพื่อนคุณมินหรอครับ" เมื่อถามไปแล้วก็นึกได้ว่าไม่ควรจึงรีบพูดว่า "เอ่อ ขอโทษครับผมไม่ได้ตั้งใจ" ก็จะไม่ให้เขาคิดแบบนั้นได้ไงหล่ะดูท่าทางการแต่งตัวของเธอแล้วเปรี้ยวซะขนาดนั้น ที่แรกเขานึกว่าเธอเป็นอดีตเพื่อนสนิทของนนท์ด้วยซ้ำ
คริมาหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะตอบไปว่า "ไม่เป็นไรค่ะฉันชินแล้ว คนมักคิดว่าฉันไปบังคับให้ยายมินมาคบฉันเป็นเพื่อนเพื่อที่จะสร้างภาพให้ตัวฉันดูดี" เธอพูดไปก็แล้วก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อปกปิดเศร้าไม่ให้ใครเห็น ก่อนที่ตัวเองจะต้องแปลกใจตัวเองว่าทำไมถึงได้กล้าพูดความในใจออกไปกับคนแปลกหน้าแบบนี้
"ไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ" เขาพูดพร้อมกับส่งยิ้มอย่างให้กำลังใจ เพราะหญิงสาวดูหงอยลงหลังจากพูดประโยคนั้นจบ
"ขอบคุณค่ะที่ให้กำลังใจ" เธอขอบคุณจากใจจริง
"ผมขอตัวก่อนนะครับ" ธีธัทพูดหลังจากหันไปเห็นเพื่อนโบกมือเรียก "ยินดีที่ได้พบนะครับ"
"เช่นกันค่ะ" แล้วชายหนุ่มก็เดินจากไปโดยมีสายตาของคริมามองตามไปก่อนที่เธอจะบ่นกับตัวเองเบาๆ "แปลกจัง" เธอก็ไม่ได้หวังให้ใครมาแสดงความคิดเห็นกับคำเปรยกับตัวเองหรอก แต่ก็ยังอุตสาห์มีจนได้ ซึ่งก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก
"แปลกอะไรตรงที่เขาไม่สนใจคีหรอ" พิพัฒน์เดินเขามายื่นแทนที่ชายหนุ่มคนที่เพิ่งเดินจากไป
"เปล่าย่ะ ฉันแค่รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยเจอกันที่ไหนก็เท่านั้นเอง" คริมาตอยโดยที่แววตาก็ยังคงฉายแววครุ่นคิดอยู่
"เคยเจอในฝันเปล่า อะไรกันคุณคริมาแอบฝันถึงผู้ชายหรอ" พิพัฒน์ส่งยิ้มกวนๆ ไปให้
"ขอโทษย่ะคนอย่างฉันไม่เคยฝันถึงผู้ชายที่ไหน" คริมาแว๊ดกลับ
"รู้อยู่แล้วล่ะเพราะคีนะแอบชอบพัทอยู่ใช่มั้ย" ชายหนุ่มกอดอกด้วยท่ามันอกมันใจ ทำให้คริมาเบ้หน้าทันที่ที่ได้ยินเช่นนั้นก่อนจะตอบไปว่า
"ตื่นได้แล้วค่ะคุณพิพัฒน์ ดิฉันคงยังไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกค่ะ" ทั้งคู่ยังคงเถียงกันต่อไปโดยไม่มีใครสังเกตุเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินเข้ามา ซึ่งเธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมภาพความสนิทสนมของสองคนนี้ ถึงทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดแบบนี้
"แพรดาว" พิพัฒน์เรียกชื่อแพรดาวทันที่ที่เขาหันไปเห็น ซึ่งเป็นผลให้คริมาหันตามไปมอง
"โห้ดาวสวยจังเกือบจำไม่ได้" เธอพูดขึ้นทันที่ที่เห็น วันนี้แพรดาวสวยจริงๆ เธออยู่ในชุดเกาะอกสีชมพูยาวแค่น่องมีริบบิ้นสีชมพูเข้มผูกอยู่ราวหน้าอก ชายกระโปงมีลูกไม้สีชมพูติดอยู่ "เห็นด้วยเปล่าพัท" คริมาหันไปขอความเห็นจากชายหนุ่มข้างกาย
"ใช่สวย สวยมากเลย" พิพัฒน์พูดไปตาก็มองไปที่แพรดาวด้วยประกายตาวิบวับ ทำเอาสาวห้าวทำอะไรไม่ถูกยื่นเขิน หน้าแดงตัวแดงจนแทบจะจุดไฟได้แบบหนังเรื่อง Fantastic Four แล้ว คริมาเลยใช้ศอกกระทุ้งสีข้างเพื่อนหนุ่มให้รู้ตัวก่อนหันไปกระซิบเบาๆ พอให้ได้ยินแค่สองคน
"มองอยู่ได้ คนเขาเขินหมดแล้ว" พิพัฒน์หันมามองคริมาที่นึ่งก่อน ที่เจ้าตัวจะยื่นหัวเราะเขินๆ อย่างไม่รู้จะทำอะไรดี คริมามองเพื่อนทั้งสองก็ได้แต่ขำ ก่อน เห็นท่าว่าถ้าเธอไม่ทำอะไรก็คงได้ยื่นมองคนขำกับคนเขินอยู่แบบนี้ เธอจึงหันไปถามแพรดาวว่า
"แล้วริตาล่ะอยู่ไหน คียังไม่เจอตัวเลยตั้งแต่มา"
แพรดาวตั้งสติก่อนจะตอบว่า "คงไปยื่นเล็งหนุ่มอยู่แถวนี้แหละ ตั้งแต่เข้างานมาฉันเห็นมันคุยกับผู้ชายไม่ซ้ำหน้า" เธอนินทาเพื่อนตัวเองโดยไม่รู้เลยว่าคนถูกนินทาเดินมาข้างหลังแล้ว
"แกนินทาอะไรฉัน" ริตาแหวทันที่ที่เดินมาถึง
"เปล๊า" แพรดาวปฎิเสธทันที
"ก็ฉันได้ยินเติมสองหูเลย"
"ถ้าแกได้ยินก็ไม่เรียกว่านินทาหรอกย่ะ" เธอเถียงกลับอย่างหน้าตาย ริตาอ่าปากกำลังจะเถียงแต่คริมาก็ขัดขึ้นเสียก่อน
"พอเลยแกสองคนนิวันนี้งานมงคลเลิกเถียงกันเลย" เพื่อนหล่อนสองคนก็เป็นแบบนี้เจอหน้ากันเป็นเถียงกันตลอด แต่สองคนนี้ก็รักกันอย่างไม่น่าเชื่อ
"ก็ได้เห็นแกมินนะ" ทั้งสองพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พูดจบก็หันหน้ามองกันก่อนแล้วต่างฝ่ายต่างก็ค้อนให้กัน คริมากับพัฒนะหันมายิ้มให้กัน
"นิแกสองคนซื้อของขวัญอะไรให้มินหรอ" คริมารีบเปลี่ยนเรื่องพูด
ริตาทำสีหน้าภูมิอกภูมิใจเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า "ชุดนอนสายเดี่ยวซี่ทรูสีแคงแปร๊ดสุกเซ๊กซี่ แล้วแกล่ะคีร่า"
คริมายิ้มน้อยๆ ก่อนตอบ "ทรูพีชตัวจิ๋วสีส้ม"
พวกแกสองคนซื้ออะไรไร้สาระจริงไม่สร้างสรรค์เลย" แพรดาวพูดพร้อมกับส่ายหน้าระอา
"แล้วแกซื้ออะไร" ริตาถาม
"หนังสือ" แพรดาวยักคิ้วให้หนึ่งที่ พร้อมกับทำท่าที่ลับลมคมใน
"หนังสือยายมินแต่งงานนะแก ไม่ได้ไปเรียนต่อถึงได้ซื้อหนังสือให้" ริตาโว้ยวายทันที
แพรดาวเท้าสะเอวหันไปมองริตาก่อนจะเถียงกลับไปว่า "แกก็ฟังชื่อหนังสือฉันก่อนสิย่ะ" ริตาทำท่าจะแหวกับแต่ถูกคริมาแทรกไว้ก่อน
"หนังสืออะไรหรอดาว"
แพรวดาวหันมาส่งยิ้มหวานให้เพื่อนๆ ก่อนจะตอบว่า "หนังสือ 108 กระบวนท่าลีล่ารัก" พอได้ยินชื่อหนังสือเท่านั้นแหละทั้งสี่คนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"ผมว่าพวกคุณสามคนนี่พอกันเลย" พิพัฒน์ส่านศรีษะด้วยความระอา "แล้วตอนคุณมินแกะของขวัญจะทำหน้าอย่างไงนะ" คำถามนี้เรียกเสียงหัวเราะให้ดังขึ้นอีก
"ยายมินทำหน้าไงไม่รู้ รู้แต่คุณนนท์คงชอบของขวัญของพวกเราน่าดูเลย" แพรดาวพูดหน้าตาย
งานยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ คริมาก็ขอตัวออกมาเข้าห้องน้ำแต่ระหว่างที่เธอจะกลับเข้าไปในงานเธอก็ได้ยันเสียงคนกลุ่มหนึ่งคุยกัน ปรกติเธอไม่ใช่คนอยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้าน ถ้าไม่บังเอิญเรื่องที่คนกลุ่มนั้นคุยกันไม่ใด้มีชื่อเธอเข้าไปเกี่ยว
"ฉันคงเสียดายแย่ถ้าไม่ได้มางานนี้ สาวสวยเต็มงานเลย" ตรีภพพูดขึ้นแต่สายตาก็ยังคงมองสาวสวยเหล่านั้นอยู่ ถึงแม้เขากับเอกจะไม่ได้เรียนคณะเดียวกับอานนท์ แต่เขาสองมักไปนั้งดื่มเหล้าที่คณะธีธัทบ่อยๆ จึงทำให้รู้จักกัน
"ว่าแต่เอ็งเหอะไอ้ธีร์เล่าเรื่องคุณคีร่ามาเลยนะ" ตรีภพหันมาคาดขันเพื่อน
"คีร่าไหน" ธีธัทถามด้วนสีหน้างงๆ
"อ้าวไอ้นี้คุยกับเขาอยู่ตั้งนาน มาคีร่าไหนอีกว่ะ" ตรีภพโว้ยกลับ
"อ๋อ ผู้หญิงคนนั้นหรอ ไม่มีอะไรนิก็แค่คุยกันนิดหน่อยเท่านั้นเอง" ธีธัทตอบอย่างไม่ปิดบัง
"เอ็งไม่ชอบก็ดีแล้ว..." ตรีภพยังพูดไม่จบก็ถูกแทรกขึ้นมาก่อน
"ทำไมว่ะเอ็งสนเขาหรอไอ้ตรี" เป็นเอกนั้นเองที่แทรกเข้ามา ตรีภพหันไปมองหน้าเพื่อนก่อนจะตอบ
"เอ่อ แต่เมื่อนานแล้วแล้วไม่ใช่ข้าคนเดียวหรอกผู้ชายเกือบทั้ง New York ล่ะมั้ง "
ระหว่างที่ชายหนุ่มพูดไปนั้นหญิงสาวเจ้าของหัวข้อสนทนาก็ได้แต่คิดในใจว่า 'ฉันเคยเจอหมอนี่ด้วยหรอว่ะ' สวนคนเล่าก็ยังคงเล่าต่อไป "เมื่อสองปีก่อนตอนไปเยี่ยมญาติที่โน่นนะ เลยได้รู้จักแต่รู้จักเขา แต่ข้ารู้จักเขาฝ่ายเดียวนะเขาไม่รู้จักข้าหรอก เห็นครั้งแรกก็ชอบเลยถามญาติเขาก็เลยเล่าให้ฟัง ว่าหล่อนชื่อคีร่า เป็นสาวเนื้อหอมควงผู้ชายไม่เคยซ้ำหน้า และไม่คิดจะจริงจังกลับใคร เพราะฉะนั้นเอ็งไม่คิดอะไรกับเขาก็ดีแล้ว ไม่งั้นเอ็งได้เสียใจแน่" ตรีภพพูดจบก็ยกแก้วชึ้นดื่มแก้กระหาย คริมาเกือบจะออกมาโว้ยวายแล้วถ้าไม่ได้ยินสิ่งที่เพื่อนอีกคนของธีธัทพูดซะก่อน
"คิดมากว่าไอ้ตรี เอ็งลืมไปแล้วหรอว่ะไอ้ตรี ไอ้ธีร์มันไม่สนผู้หญิงเปรี้ยวหรอก อย่างมันต้องเรียบร้อยแบบกุลสตรีชาววังเชยๆ โน้น พวกมีสมองทั้งหลายนะถึงจะสเป๊กมัน" เอกพูดขึ้น
"เอ็งต้องทำใจเพื่อนเรามันหัวโบราณ" อรรถเอ่ยล้อเพื่อน
"แล้วผิดด้วยหรอว่ะที่ข้าจะชอบแบบนี้ ผู้หญิงสวยของพวกเอ็งนะก็แค่สวยข้าเห็นเอ็งครบได้ไม่นานก็เบื่อแล้ว ก็เพราะพวกเอ็งยังมั่วแต่มองกันแค่เปลือกนี้ไงถึงยังหาคนดีๆไม่ได้" ธีธัทแย้งขึ้น
"เอ็งก็ยังหาไม่ได้ไอ้ธีร์อย่าทำมาเป็นพูดดีไป" เอกรีบประท้วงกลับ
"เอ่อ ถึงข้ายังหาไม่ได้ แต่ข้าจริงจังโว้ยไม่เล่นๆ เหมื่อนพวกเอ็ง คนเรานะถ้าคิดจะครบกันจริงๆ มันต้องดูที่นิสัย ดูที่ความดิดไม่ได้ดูแต่เปลือกอย่างที่พวกเอ็งทำ คิดว่าพวกเอ็งคงเจอกันมาเยอะไอ้ประเภทรูปสวยแต่นิสัยไม่ไหว" ธีธัทได้ที่รีบสอนเพื่อน
"สาธุ นี่เอ็งหาเมียหรือแม่ว่ะ" ตรีภพเปรยขึ้นมาลอยๆ นี่คงเป็นครังแรกที่คริมาเห็นด้วยกับตรีภพ ระหว่างที่หนุ่มๆสนทนากันต่อไปคริมาก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองอีกครั้ง ' ผู้ชายที่คิดแบบนี้มีอยู่ในโลกด้วยหรอ มองคนที่นิสัยไม่สนใจเปลือก ชอบผู้หญิงเรียบร้อยอีกตั้งหาก นี่ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า' ระหว่างที่หญิงสาวกำลังคิดอยู่นั้นก็มีเสียงแหลมแทรกเข้ามาในโสตประสาท เป็นเสียงของคนที่เธอไม่อยากได้ยินที่สุด ญาติของเธอเองคิดว่าจะไม่ได้เจอแล้วนะนี่ ยังอุสาหเจอ ดีนะที่แม่นั้นไม่เห็นเธอ
"ธีร์ค่ะ มลลี่ตามหาคุณซะทั่วงานแนะค่ะ มาอยู่ตรงนี่เอง อ้าวสวัสดีค่ะคุณเอก คุณอรรค คุณตรี" หญิงหุ่นอย่างกะนางแบบบนแคทว็อคในชุดกระอกสีแดงเพลิงแวกโน่นโชว์นี่ ส่งยิ้มหวานมาให้ทุกคน
"สวัสดีครับหาผม คุณมลมีธุระอะไรหรือเปล่าครับนี่" ธีธัทพูดไปมือก็พยายามแกะมือที่คล้องแขนของเขาอยู่
"แหมสำหรับมลลี่ต้องมีธุระด้วยหรอค่ะ" เธอพูดด้วยเสียงอ่อนเสียงหวาน "เดียวมลลี่ก็จะไม่อยู่ตั้งสองอาทิตย์นะค่ะอย่ามาบ่นคิดถึงมลลี่นะค่ะ" เธอพูดด้วยเสียงงอนๆ
"คุณจะไปไหนหรอครับคุณมลลี่" อรรถถาม
เธอยิ้มหวานสงไปให้ก่อนตอบว่า "ไปทัวร์ยุโรปกับที่บ้านค่ะ มลลี่ล่ะเบื่อจังไปกันทำไม่ทุกปีแต่ขัดใจคุณพ่อ คุณแม่ไม่ได้" เธอแสร้งทำเป็นถอนหายใจ แล้วหันไปชวนธีธัทคุยต่อไม่สนใจเพื่อนอีกสามคน
คริมาหันหลังเดินไปอีกทาง เธอเดินไปถึงกลุ่มของเธอที่กำลังยื่นคุยกันอยู่ เธอหันไปสกิดพิพัฒน์ให้หันไปมองตรงมุมที่เธอเดินจากมา มลลี่ยังคงเกอะแขนคุณธีธัทไม่ยอมไป ทั้งที่เจ้าตัวเขาพยามยามแกะแล้วแกะอีก
"พัทรู้จักคนที่คุยกับมลลี่มั้ย"
"อ้าวพัทเห็นคีคุยอยู่กับเขาตั้งนานไม่รู้จักหรอ" พิพัฒน์ถามอย่างงงๆ ก็เขาเห็นเธอยื่นคุยอยู่กับหมอนั้นตั้งนานนิว้า
"ก็คุยกันเฉยๆ ไม่ได้ถามชื่อ" คริมาเห็นว่าพิพัฒน์ตั้งท่าจะโว้ยวายเธอเลยรีบพูดดัก "บอกมาเร็วๆ ไม่ต้องโว้ยวาย"
"เขาชื่อธีธัท พัฒนะพงษ์ เป็นลูกชายคุณธานินเจ้าของธุรกิจผลิตซอฟแวร์รายใหญ่ของเมืองไทย" พิพัฒน์บอกคร่าวๆ
"มิน่ามลลี่ถึงสนใจ" คริมายังคงหันไปมองภาพของสองหนุ่มสาวด้วยแววตาครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะยิ้มออกมาที่มุมปากอย่างคนเจ้าเลห์
"หาประวัติเขาให้หน่อยสิเอาละเอียดเลยนะ" คริมาหันไปสั่งพร้อมรอยยิ้มหวาน
"อยากรู้ไปทำไม" พิพัตน์หันไปถาม แต่เมื่อคริมาเอาแต่ยิ้มไม่ตอบเขาเลยถามต่อว่า "จะเอาเมื่อไหร่ครับเจ้านาย"
คริมาทำหน้าใช้ความคิดก่อนจะยิ้มหวานสำหรับคนอื่นมาให้ แต่เป็นยิ้มขมสำหรับพิพัฒน์ ก็ยิ้มแบบนี้ที่ไรเขาเหนื่อยทุกที
"วันนี้วันเสาร์พรุ่งนี้วันอาทิตย์ อืมหวังว่าวันจันทร์คงเห็นบนโต๊ะทำงานนะ"
"โห้" พิพัฒน์ส่งสายตาเคืองๆ มาให้ "โหดร้าย"
คริมายิ้มขำกับท่าทางนั้น "น่าเดียวให้วางวัล" พิพัฒน์ทำท่างอนเล็กน้อยก่อนแสร้งพยักหน้ายอมรับแบบไม่ค่อบเต็มใจนัก คริมายิ้มให้พิพิฒน์อย่างจริงใจ
พิพัฒน์ก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งไม่ว่าอะไรที่เธอต้องการพิพัฒน์จะทำให้เสมอ หลายคนมักเข้าใจว่าคริมากับพิพัฒน์เป็นคู่รักกัน เพราะทั้งคู่สนิทกันมาก แต่ความจริงแล้วทั้งคู่รักกันแบบพี่น้องเท่านั้น
พิพัฒน์อายุมากกว่าคริมาหนึ่งปี เขาเป็นลูกของลุงพรชัยทนายความของครอบครัวเธอ พ่อรักและไว้ใจลุงพรชัยมากและลุงพรชัยก็ตอบแทนพ่อด้วยความซื่อสัตย์เสมอมา พิพัฒน์มักจะมาเล่นกับคริมาทุกเสาร์อาทิตย์ เพราะตามพ่อของเขามาที่บ้านของเธอ จึงทำให้ทั้งคู่สนิทกันมาก แล้วเมื่ออายุ 8 ปีคริมาก็ถูกส่งไปเรียนเมืองนอกคนเดียว ตอนนั้นคริมายอมรับว่าเธอเหงามากอยากกลับบ้าน
แต่แล้วเรื่องร้ายที่เธอไม่คิดว่าจะเกิดกับเธอก็เกิดขึ้น พ่อแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกเสียชีวิต เธอเสียใจร้องไห้ไม่เป็นอันกินอันนอน เธอจำได้ว่าลุงพรชัยไปรับเธอกลับมาจากอเมริกาเ พื่อมางานของพ่อกับแม่หลังเสร็จงาน ที่แรกลุงพรชัยจะให้เธอเรียนต่อที่เมืองไทย แต่เธอยืนยันที่จะกลับไปเพราะเธอไม่สามารถทนอยู่บ้านที่เต็มไปด้วยร่องรอยของพ่อกับแม่ไม่ได้ แล้วอีกเหตุผลที่สำคัญคือแม่เคยให้เหตุผลในการส่งเธอไปเรียนเมืองนอกว่า อยากให้เธอจบจากมหาลัยเดียวกับแม่และพ่อ นี่เป็นสิ่งเดียวที่เธอจะทำให้แม่และพ่อของเธอได้ เธอจึงยืนยันที่จะกลับไปเรียนต่อ
ลุงพรชัยเลยส่งพิพัฒน์ไปเรียนต่อเป็นเพื่อน เธอรู้สึกดีมากอย่างน้อยเธอก็ไม่เหงาไม่ได้อยู่คนเดียว พิพัฒน์มักตามใจเธอทุกอย่างจนหลายคนมองว่าเขาตามใจเธอมากไป มีคนเคยพูดกับพิพัตน์ว่า 'ตามใจกันเข้าไป ระวังเถอะหล่อนจะเสียคน เรียนไม่จบ' แต่เขาก็ไม่สนใจยังคงปล่อยให้คริมาใช้ชีวิตในแบบของเธอ เช้าไปเรียนตกเย็นเข้าผับดื่มเหล้า ฟังเพลง เธอรู้ว่าถึงแม้พิพัฒน์จะไม่แสดงออกอะไร แต่ก็รู้ว่าเขาเป็นห่วงเธอมาก
และรู้ด้วยว่าพิพ้ฒน์พร้อมจะเล่นงานเธอทันที่ถ้าเธอทำตัวเหลวไหล ก็ดูอย่างตอนนั้นที่เธอเมาแฮงค์จนไม่สามารถตื่นไปเรียนได้เขาก็ดูแลเธอเป็นอย่างดี จนพอเธออาการดีขึ้นเขาก็ยิ้มแย้มแจ๋มใส พูดด้วยน้ำเสียงน่าฟังสำหรับคนอื่นแต่ไม่ใช่สำหรับเธอว่า 'ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปฉันจะดูแลเธอไม่ให้ขาดสายตาเลย' พร้อมกับร้อยยิ้มสดใส คนอื่นอาจมองว่าเขาลงโทษเธอน้อยไป กับการถูกคุ้มความประพฤติแค่สองอาทิตย์ เพราะเธอยังคงไปเที่ยว ดื่มเหล้า ฟังเพลงได้ตามปรกติเพียงแต่มีพิพัฒน์ไปด้วยเท่านั้นเอง แต่ไม่มาโดนเองไม่มีใครรู้หรอก ว่าไอ้การไปไหนมาไหนแล้วมีคนตามนี่มันอึดอัดแค่ไหน แม้แต่ไปเข้าห้องน้ำพิพัฒน์ก็ตามไป แต่ที่เธอเซ้งสุดๆ ก็เห็นจะเป็นที่เธอต้องไปนั้นเฝ้าเขาซ้อมบาตเกสบอลทุกเย็นจน 2 ทุ่มนี่สิ ถ้าให้ไปดูแข่งบาสเกตบอลก็ว่าไปอย่าง แต่ให้ไปนั้งดูซ้อม เฮ้อ! น่าเบื่อที่สุด ไม่รู้ว่าพิพัฒน์หายตัวได้หรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะเมื่อออดดังปุบ เขาก็จะมายืนรอเธอหน้าห้องปรับ ต่อให้เธอรีบยังไงก็ไม่เคยทันเขาสักที่
หลังจากครบสองอาทิตย์เขาก็ยิ้มให้แล้วพูดว่า 'ดีจังมีสาวสวยมานั้นเฝ้าเวลาซ้อมทุกวัน วันหลังมาอีกนะ' เขายักคิ้วให้ที่นึงแล้วก็เดินจากไป คริมาหัวเราะออกมาเมื่อนึกมาถึงตอนนี้ทำให้ชายหนุมข้างกายหันมามองอย่างสนใจ
"หัวเราะอะไรคี" พิพัฒน์ถาม
"ไม่มีอะไรแค่คิดถึงเรื่องเก่าๆ ถ้าคืนนี้ฉันเมาแล้วแฮงค์อีกนายจะลงโทษฉันอย่างไงน้า" คริมาถามขึ้นลอยๆ แต่กลับสร้างรอยยิ้มบนใบหน้าของพิพัฒน์ได้

edit @ 2006/09/14 08:29:20
edit @ 2006/09/14 08:29:50

2006/Aug/27

"โห้ สวยจังเลย" แพรดาวกล่าวขึ้นหลังจากเปิดประตูห้องนอนของมินตราเข้ามา หญิงสาวอยู่ในชุดไทยจักรีทำให้ดูสวยสง่าขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อหญิงสาวหันมาเห็นหน้าเพื่อนทั้งสามกับทำหน้าแหยๆ
"ทำไมทำหน้าแบบนั้นละหนูมิน" คีร่าถามขึ้น
"ไม่รู้สิ ไม่มันใจเลยอ่ะ มันรู้สึกแปลกๆ" มินตราตอบไปพลางทำหน้างอ
"เฮ้ยได้ไง ท่องเอาไว้ว่าวันนี้เป็นวันของฉัน ฉันสวยที่สุด" ริตาสาวมั่นประจำกลุ่มกล่าว หลังจากได้ความมั่นใจจากเพื่อนแล้ว มินตราก็หันกับมาส่งยิ้มหวานให้เพื่อนๆ อีกครั้ง เมื่อความกังวลหายไปเลยทำให้เธอสังเกตุเห็นการแต่งตัวของเพื่อนทั้งสามคน
"นี่นัดกันมาหรือเปล่า" ก็เพื่อนทั้งสามของเธอ วันนี้ใส่ชุดโทนสีชมพูกันหมดเลย แม้แต่คนที่ไม่ชอบสีชมพูอย่างแพรดาวที่บอกว่ามันหวานไปไม่เหมาะกับเธอ วันนี้ยังอยูในชุดแซ๊กสีชมพูเลย
"สวยไม่แกความคิดฉันเลยนะ ทำเพื่อแกเลยนะนี่ปรกติไม่ยอมใส่สีนี่ออกจากบ้านหรอกนะ" แพรดาวพูดไปก็หมุนไปหมุนมาอยู่หน้ากระจก วันนี้เธอต้องสวยเป็นพิเศษเพราะเธอได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ให้เป็นเพื่อนเจ้าสาว
"หมุนเข้าไปแก ระวังเป็นลมก่อนได้เป็นเพื่อนเจ้าสาวนะแก" ริตาเอ๋ยขึ้นอย่างหมันใส่ในท่าทางของเพื่อน ซึ่งวันนี้เจ้าตัวก็อยู่ใขชุดเสื่อสายเดียวสีชมพูกับกระโปรงสีขาวสั้นเลยเข่ามาอยู่หลายคืบ ส่วนหญิงสาวอีกคนวันนี้ใส่เสื่อแขนกุดสีชมพูอ่อนกับกระโปงสีขาวลายดอกไม้สีชมพู "ฉันกับคีร่ายอมให้แกเด่นเกินหน้าแค่งานเช้าเท่านั้นเหละย่ะ"
"เช้อ เบื่อคนขี้อิจฉา" แพรดาวพูดพร้อมกับส่งค้อนไปให้ แต่ก่อนที่ริตาจะได้ต่อปากต่อคำกลับไปคีร่าก็ขัดขึ้นซะก่อน
"พอเลยแกสองคนฉันได้ยินเสียงดังมาจากหน้าบ้าน ขบวนขันมากคงมากันแล้ว" จบประโยคนั้นแพรดาวก็รีบวิ่งไปที่หน้าต่างพร้อมกับตะโกนกลับมาว่า
"มาแล้ว มาแล้ว ไปแกไปกันประตูเงิน ประตูทองกัน" แล้วเจ้าตัวก็วิ่งลงไปก่อน โดยมีริตาวิ่งตามไปติดๆ
"พอกันเลยทั้งคู่ ที่อย่างนี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขุ่ยเลย" คริมาสายหน้าอย่างระอา ก่อนจะเดินตามออกไปแต่เสียงหวานของเพื่อนอีกคนหยุดเธอไว้ก่อน
"คีร่า" พอเจ้าของชื่อหันกลับมามองเธอก็เอ่ยขึ้นว่า "อยู่เป็นเพื่อนมินหน่อยสิ" คริมาส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ก่อนพยักหน้ารับ


"เฮ้อ อยากแต่งบางจัง" ริตาบ่นไปตาก็จองดูพิธีการข้างหน้าไป
"แกก็อย่าเรื่องมากนักซิ ที่มาจีบแกก็เลือกเอาสักคนนึง มัวแต่เล่นตัวอยู่ได้" คีร่าหันไปว่าเพื่อน
"โห้แกก็ที่มีมันไม่ใช่แนวอ่ะ สงสัยฉันจะดวงอาภัพคู่ ว่าแต่เขาตัวเองล่ะ"
"คีมันคนไร้วาสนา" คริมาหลุนตาลงต่ำเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เพื่อนได้เห็นแววตาเศร้าของเธอ "สงสัยชาตินี้คงจะไร้คู่"
"เออว่ะ ฉันกับแกคงไม่ต่างกันสงสัยคงต้องเลี้ยงลูกยายมินแทน" ริตาพูดอย่างปลงๆแต่แล้วเหมือนจะนึกอะไรได้ก็รีบโพล่งออกมา "ไม่ได้แกฉันจะขึ้นคานไม่ได้เสียดายชื่อเสียงคนสวยอย่างฉันหมด แล้วถ้ายิ่งไอ้ดาวได้แต่งแล้วฉันไม่นะ โอ้ยแค่คิดก็ขายหน้าแล้วไม่ได้แกฉันไม่ยอม อ่ะ! จริงสิเพื่อนคุณนนท์นะ วิศวะฯทั้งนั้นนี่นั้นฉันขอมองก่อนนะแก" พูดจบเจ้าตัวก็หันไปชะเง้อมองบรรดาหนุ่มในงาน คริมามองภาพตรงหน้าอย่างขำๆ ก่อนที่จะเศร้าลงเมื่อคิดถึงเรื่องที่เธอต้องเดินทางกลับไปอเมริกาหลังจากเสร็จงานแต่ง เธอต้องกลับไปเหงาคนเดี่ยวอีกแล้วหรอ แต่ก่อนที่จะได้ใจลอยไปไกลกว่านี้เสียงของเพื่อนรักก็ดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น
"คีร่า เจอแล้วแก" สายตาหญิงสาวยังคงจับอยู่ที่หนุ่มมาดเข้ม ผิวเข้มวันนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิตสีครีมพอดีตัวมีลายสีทองเล็กอยู่ทั่วทั้งตัว "คนนี้ใช่เลยแก" คริมากำลังจะหันไปมองตามสายตาเพื่อนแต่เจ้าโทรศัพท์เครื่องจิ๋วของเธอก็ดังขึ้นขัดจังหวะซะก่อน เธอหันไปบอกเพื่อนก่อนจะเดินออกไปคุยโทรศัพท์

"ไง พัท " ทันที่ที่กรองเสียงทักทายไปเสียงอารมณ์ดีของใครคนหนึ่งก็ดังกลับมา
"สวัสดีครับเจ้านายมีเรื่องด่วนจะขอคำปรึกษา" ปากบอกว่าเรื่องด่วนแต่พิพัฒน์ก็พูดด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์
"คืองี้ครับ บรรดาญาติๆที่รักของเธอนะ ไม่รู้ว่าไปรู้ข่าวมาจากไหนว่าเธอมาเมืองไทย ก็เลยพากันบุกมาถึงห้องทำงานของกระผม บอกว่าต้องการพบเธอแถมยังต่อว่าอีกด้วยว่าเป็นเด็กอะไรไม่รู้จักไปไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่"
คริมาหัวเราะคิกกับเรื่องที่ได้ยินก่อนจะตอบปลายสายไปว่า "ก็บอกเขาสิว่าคีไม่ว่าง"
"บอกแล้วขอรับ แต่เขายื่นยันว่าคีต้องมาพบพวกเขา เห็นบอกว่าพรุ่งนี้จะเดินทางไปทัวร์ยุโรปสองอาทิตย์กว่าจะกลับ" ชายหนุ่มยังคงพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"อ๋อ แบบนี้เองถึงอยากจะพบนัก ปรกติไม่คิดอยากเจอ พัทบอกเขาไปนะว่ายังไงคีก็ไม่ว่างมีเรื่องอื่นที่สำคำญมากกว่า ถ้าเขาอยากได้อะไรก็บอกพัทได้เลย พัทก็จัดการไปตามที่เห็นควรนะส่วนถ้าพวกเขาอยากพูดอะไรกับคี ก็ให้ฝากเรื่องไว้ที่พัทนั้นแหละแล้วฉันจะทำหนังสือตอบพวกเขากับไป" หญิงสาวพูดจบอย่างอารมณ์ดี ญาติหล่อนต้องการพบหล่อนก็มีสาเหตูอยู่เรื่องเดียว เรื่องเงินไม่ได้อยากเจอเธอจริงๆหรอก
"รับทราบครับเจ้านาย ความจริงก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ก็อยากโทรมาบอกเพื่อเจ้านายอยากจะเจอญาติๆที่น่ารัก สุดท้ายก็ซวยพิพัฒน์อีกแล้ว" ชายหนู่มแกล้งทำเสียงให้ดูน่าสงสาร คนฟังได้ยินก็หัวเราะออกมาก่อนจะปลอบใจไปว่า
"โธ่ โธ่ อย่างน้อยใจนะเดียวเย็นนี้พาไปเที่ยวแต่งตัวหล่อๆหล่ะ แค่นี้นะ" พูดจบเจ้าตัวก็วางสายทันที่ แล้วเดินกลับไปยังที่เพื่อนเธอยืนอยู่

"เฮ้ย ไอ้ธีร์ ไอ้อรรค เอ็งเห็นเพื่อนเจ้าสาวยังว่ะน่ารักดี" เก่งเพื่อนสมัยเรียนวิศวะมาด้วยกันถามมาแต่ไกล
"จริงหรอว่ะไอ้เก่ง สงสัยข้าต้องไปพิสูจน์หน่อยแล้ว" อรรคพลหนุ่มมาดเข้มผิวเข้มรีบพูดอย่างกระตือรือร้น
"เอ้าไอ้นี่เมื่อกี่เอ็งยังชมสาวสายเดียวสีชมพูกับกระโปรงสั้นสีขาวว่าสเป๊กอยู่เลยนี่เปลี่ยนคนอีกแล้วหรอเอ็ง" ธีร์ขัดขึ้นก็เพื่อนเขามันเพิ่งโอดควรอยู่หยกๆว่าผู้หญิงคนนั้นเซกซี่ถูกใจอย่างโน่นอย่างนี่ ตอนที่เขาหันไปมองเห็นหล่อนหันไปมองเพื่อนที่พึ่งเดินออกไปเลยเห็นหน้าไม่ชัด แต่แค่เห็นหล่อนแต่งตัวก็รู้แล้วว่านี่ล่ะแนวไอ้อรรคมัน
"เฮ้ยไปโว้ยไปรดน้ำสังค์กัน" เพื่อนอีกคนนึกตระโกนบอก อรรครีบเดินนำไปภายในพิธีทันที แน่นอนรีบไปดูหน้าเพื่อนเจ้าสาวไม่ได้รีบไปอวยพรเพื่อนแต่อย่างไร ธีธัทหัวเราะให้กับท่าทางของเพื่อนก่อนจะเดินตามไป


ณ ห้องจัดงานหรูของโรงแรมริมแม่น้ำชื่อดัง คู่บ่าวสาวกำลังยืนตอนรับแขกอยู่หน้างาน
"รอใครอยู่หรือเปล่าครับ" นนท์ถามขึ้นหลังจากแอบเห็นหญิงสาวมองออกไปยังทางเข้าบ่อยๆ "รอหนุ่มไหนหรือเปล่าครับนี่" ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
"ค่ะ" หญิงสาวแกล้งล้อเล่น เป็นผลให้ชายหนุมข้างกายทำหน้ามุ้ย แล้วโว้ยวายขึ้นทันที่
"ได้ไงครับคืนนี้มินต้องมองผมคนเดียวสิ อ่ะไม่ใช้สิไม่แค่คืนนี้สิตลอดไปเลยตั้งหาก"
เจ้าสาวหัวเราะคิกที่แกล้งยัวให้ชายหนุ่มโกรธได้ก่อนจะบอกไปว่า "มินล้อเล่นค่ะ มินรอเพื่อนตั้งหาก
"โห้ล้อผมเล่นหรอนี่ ผมใจหายหมด" ชายหนุ่มพูดอย่างโลงใจก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายวิววับแล้วพูดขึ้นเบาๆ ให้พอได้ยินกันแค่สองคนว่า "แกล้งผมดีนักคืนนี้ต้องลงโทษไม่ให้นอนทั้งคืน" คำพูดของชายหนู่มทำให้ใบหน้าของเจ้าสาวแดงแจ๋แข่งกับแสงไฟ แต่ก่อนที่นนท์จะพูดอะไรมากไปกว่านี้คนที่มินตรารอก็มาถึงพอดี เรียกว่าช่วยชีวิตเธอไว้ได้ แน่นอนหญิงสาวอยู่ในชุดสีชมพูเหมือนกับเพื่อนอีกสองคนชุดของคริมาเป็นสีชมพูอ่อนมันเงาอวดเรียวแขนสวยด้านหน้าปิดถึงคอผิดกับด้านหลังที่ควานลึกถึงเอวอวดหลังขาวนวล
"คีร่ามาช้าจังงานจะเริ่มแล้วนะ" เธอคงเข้ามาคว้าแขนเพื่อนไว้
"ก็มัวแต่รอคีเขาแต่งสายอยู่นะเลยมาช้า" พิพัฒน์ได้ที่รีบแฉเจ้านายทันที่
"แม้รีบเชียวนะพัท" คริมาหันไปส่งค้อนให้พิพัฒน์หนึ่งที่ก่อนจะหันมาพูดกับมินตราต่อ "นี่มินไม่คิดจะแนะนำให้คีรู้จักเจ้าบ่าวของมินหน่อยหรอ"
"ตายจริงเกือบลืมเลย ว่าจะแนะนำตั้งแต่เช้าแล้วแต่ไม่มีเวลา คีร่าจ๊ะนี่คุณนนท์ ส่วนคุณนนท์ค่ะคีร่าค่ะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับริตาและก็ดาว คีร่าอยู่ที่อเมริกาค่ะคุณเลยไม่เคยเจอ" ทั้งคู่จับมือทักทายตามมารยาท
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
"เช่นกันค่ะ ส่วนนายคนนี่พิพัฒน์ค่ะ" หญิงสาวหันไปแนะนะหนุ่มข้างกาย ทั้งสองจับมือและเอ่ยทักทายกันตามมรรยาท
"แล้วเมื่อไรจะถึงงานของคุณสองคนละครับ" คำถามของนนท์เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสามคนที่เหลือได้เป็นอย่างดีก่อนที่คริมาจะเอ่ยแก้ข้อเข้าใจผิดของอานนท์
"คุณนนท์เข้าใจผิดแล้วค่ะนายพัทเป็นผู้ช่วยของ..." ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดจบพิพัฒน์ก็แทรกขึ้นมาว่า
"พูดง่ายๆก็คือ GB นะครับ ทำทุกอย่างที่เจ้านายต้องการ" คำพูดของชายหนู่มเรียกเสียงหัวเราะได้อีกครัง ก็ใครๆ ก็รู้นิไอ้ GB นะมันก็คือ General เบ้ทำทุกอย่างที่เจ้านายสั่ง
"ฉันขอตัวเข้าไปข้างในก่อนนะค่ะ นี่จ้าของขวัญ" คริมาเอ๋ยขึ้นพร้อมกับส่งของขวัญให้มินตราแต่ก่อนที่เธอจะเกินไปเธอหันมาพูดกับอานนท์ว่า
"ฉันฝากสาวน้อยคนนี้ด้วยนะค่ะ ถ้าคุณทำสาวน้อยของฉันเสียใจ ต่อให้อยู่ไกลแค่ไหนฉันจะกลับมาจัดการกับคุณทันที" ถึงแม้เธอจะพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่อานนท์สังเกตุเห็นแววตาจริงจังในดวงตาของเธอ
"ครับผมสัญญา" เขารับคำหนักแน่น หญิงสาวยิ้มให้เขาก่อนจะเดินควงพิพัฒน์เข้าไปในงาน

2006/Aug/23

ในห้องคาราโอเกะของร้านอาหารแห่งหนึ่ง ถูกสองสาวจับจองเพื่อที่จะจัดปารตี้สละโสดให้กับเพื่อนสาวที่กำลังจะสละคำนำหน้าชื่อว่านางสาวในอีกสองวันข้างหน้า งานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสนุกของว่าที่นาง ที่กำลังร้องเพลงอย่างสนุกสุดเหวี่ยงในตอนนี้ แต่เธอก็สังเกตุเห็นว่าเพื่อนอีกสองคนดูพะวักพะวงแปลกๆ
" นี่พวกแกสองคนเป็นไรอ่ะ มองหาไรกัน" มินตราถามเพราะแอบเห็นเพื่อนมองซ้ายขวาหาอะไรอยู่ตั้งนาน
"ไม่มีไรสักหน่อยแกคิดไปเอง" หลังจากริตาตอบเสร็จแพรวดาวเพื่อนสาวอีกก็รีบพูดต่อ
"ใช่แกคิดมากเปล่า นี่เป็นท่าเต้นใหม่ของพวกเราตั้งหากแก" ว่าแล้วทั้งสองสาวก็พากันส่ายหัวส่ายตัวไปมาประกอบคำพูด
"เฮ้อ"
"เป็นไรมินไม่สนุกหรอ ถอนหายใจทำไม" ริตาสาวมั่นของกลุ่มถามขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังคงไม่ลืมที่จะเต้นท่าใหม่ที่เพิ่งคิดขึ้นมาสดๆร้อนๆ ต่อไป มินตรามองหน้าสาวผมซอยสั้น รูปร่างปราดเปรียวตรงหน้าก่อนจะตอบว่า
"สนุกสิแกฉันต้องขอบใจแกสองคนนะที่จัดงานนี้ให้อ่ะ แต่น่าเสียดายที่คีร่ามาไม่ได้ พวกเราได้อยู่พร้อมกันสี่คนมานานแล้ว วันก่อนฉันโทรไปหาคีร่า เลขาฯบอกว่าคีร่าไปประชุมที่ยุโรปอีกสองอาทิตย์ถึงจะเสร็จแนะ เลยมาไม่ทันงานฉันเลย เฮ้อ" หญิงสาวพูดไปหน้าก็เริ่มหงอยลงไปทุกที่ด้วยความที่คิดถึงเพื่อนสาวอีกคนที่ไม่ได้เจอกันนาน เพื่อนสาวทั้งสองมองหน้ากันอย่างเข้าใจแต่ไม่รู้จะทำอะไรได้นอกจากต้องรอเวลา แต่ทำไมช้าจังนะ ยังไม่ทันที่อีกสองสาวจะพูดอะไร ก็มีเสียงนึงดังขึ้นจากหน้าประตู
"คีจะพลาดงานสำคัญของเพื่อนได้ไงล่ะ" คนมาใหม่เอ่ยขึ้น
"คีร่า" มินตราเรียกชื่อหญิงสาวเสียงดังก่อนวิ่งเข้าไปกอดด้วยความคิดถึงปากก็ใส่คำถามกับผู้มาใหม่ไม่หยุด
"คีร่ามาได้ไงไหนบอกติดประชุม แล้วจะอยู่ที่นี่กี่วัน ไว้ไปเที่ยวด้วยกันนะอย่างเพิ่งรีบกลับ" ยังถามไม่สมกับที่ตั้งใจก็ถูกขัดจังหวะขึ้นซะก่อน
"ช้าๆ ก็ได้สาวน้อยคียังอยู่ให้มินถามอีกหลายวัน อย่างน้อยก็หลังงานแต่งของมิน แต่เกรงว่าว่าที่สามีของมินคงไม่ยอมปล่อยมินมาเที่ยวกับพวกเราหรอกหลังจากเสร็จงานแต่งแล้วนะ" เธอพูดไปก็หลิวตาซ้ายล้อเลียนหญิงสาวที่กำลังจะเป็นเจ้าสาว มินตราถึงกับหน้าแดงเธอพอเข้าใจความหมายที่เพื่อนพูด ได้แต่พูดอ่อมแอ้มว่า
"ไม่เกี่ยวกับคุณนนท์ซะหน่อย แต่งงานแล้วไม่จำเป็นต้องตัวติดกันตลอด 24 ชั่วโมงนะ"
"แกไม่เกี่ยวแต่คุณนนท์คงไม่ยอมหรอก ใครจะบ้ายอมอดเข้าหอเพื่อให้เจ้าสาวไปเที่ยวกับเพื่อน" แพรดาวสาวห้าวประจำกลุ่มรีบรับมุขทั้นที่ เป็นผลให้เจ้าของหัวข้อสนทนายิ้งหน้าแดงเข้าไปใหญ่ ได้แต่พูดเสียงอ่อยๆว่า "บ้าพูดไรกันก็ไม่รู้ ไปร้องเพลงเหอะ" พร้อมกับรีบเดินไปหยิบไมค์มาร้องเพลงต่อ ภาพนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนทั้งสามคนที่เหลือได้เป็นอย่างดี
พวกหล่อนทั้งสี่คนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ คริมาสามารถเรียกสามสาวนี่ว่าเป็นเพื่อนของหลอนจากใจจริง เธอรู้จักกับ 'แพรดาว' หรือ 'ดาวกระจาย' ตามที่เพื่อนๆเรียกตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูล เรียกได้ว่า 'คริมา' หรือที่คนทั่วไปมักจะเรียกเธอว่า 'คีร่า' นั้นเป็นคู่แข่งในเรื่องเรียนและกีฬากันมาตลอดพูดได้ว่าถ้าคีร่าได้ที่หนึ่งดาวก็จะได้ที่สอง แต่ถ้าดาวที่หนึ่งคีร่าก็ที่สอง ถึงแม้ทั้งสองคนจะไม่ได้เป็นคู่แข่งชนิดที่ว่าต้องตายกันไปข้างแต่ก็ไม่ได้เป็นมิตรที่ดีต่อกันเพราะตัว 'คีร่า' เธอไม่คิดจะมีเพื่อนเพราะเธอรู้ว่าคนที่เข้ามาหาเธอนั้นไม่ต้องการมิตรภาพจากเธอแต่ต้องการเพียงเงินของเธอทั้งนั้น ก็ในเมื่อแม้แต่ญาติของเธอเองพอได้ทรัพย์สมบัติที่ต้องการแล้วก็ไม่มีใครสนใจเธอสักคน เธอจะได้รับการติดต่อจากญาติก็ต่อเมื่อถึงวันรับเงินปัณผลนั้นแหละ
ส่วนทางด้าน 'แพรดาว' นั้นเธอเป็นคนร่าเริงมีเพื่อนกลุ่มใหญ่ เธอจึงมักอยู่กับกลุ่มเพื่อนฝูงจะสนใจ 'คีร่า' ก็ตอนประกาศผลสอบหรือแข่งกีฬาเท่านั้นเพราะว่า 'คีร่า' มักเก็บตัวเงียบเลิกเรียนก็หายกลับบ้านเลย และทีสำคัญเธอไม่ชอบไอ้นิสัยที่ชอบควงผู้ชายไปเรื่อยของคริมา ส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้เธอทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันได้ ก็เพราะการรวมมือกันปราบผู้ชายโลกจิตที่กำลังจะทำร้ายหญิงสาวคนหนึ่ง หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้ 'แพรดาว' เริ่มรู้สึกว่า 'คีร่า' มีอะไรมากกว่าที่เธอคิด เธอจึงตั้งใจว่าจะต้องเป็นเพื่อนกับหล่อนให้ได้
ดังนั้นเวลาเจอกันเธอก็จะตระโกนทัก 'คีร่า' มาแต่ไกลทุกครั้งที่เจอ แต่มาเป็นเพื่อนสนิทกันจริงๆ ก็ตอนเข้ามหาลัย เพราะเลือกเรียนสาขาเดียวกันคือ 'เศรษฐศาสตร์' นั้นเอง ด้วยความที่ 'แพรดาว' เป็นคนมีเพื่อนเยอะและเธอไม่เคยพลาดที่จะไปงานปาร์ตี้ของคนไทย
ดังนั้นเวลาเธอไปแพรดาวก็มักจะชวนแกมบังคับขู่เข็ญ 'คีร่า' ไปด้วยทุกครั้งนั้นเลยทำให้พวกเธอรู้จักกับสาวน้อยอย่าง 'หนูมินตรา' ที่ทุกครั้งเวลาเจอหน้าเฉยๆ ของ 'คีร่า' ที่ไรก็ทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ทุกที่ มันทำให้เธอมักแอบเอาไปขำกับ 'แพรดาว' ทุกที่แต่ที่ทำให้พวกเขามาสนิทกันนั้นเป็นวันที่ 'มินตรา' มาขอร้องให้ 'คีร่า' ไปเป็นเพื่อนนัดเดทของเธอกับหนุ่มคนหนึ่ง พอคนถูกขอร้องถามว่าทำไมถึงมาชวนเธอทั้งที่ทั้งสองแถบไม่ค่อยได้คุยกันเลย ก็ได้รับคำตอบมาว่า 'มินไว้ใจคีร่าคนเดียวนี่น่า มินไม่กล้าชวนคนอื่น มินเขิน' พูดไปก็หน้าแดงไป เออเอากะยายนี่แถบจะคุยกันนับคำได้ แต่ดันไว้ใจเธอ คีร่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตอบตกลง อย่างน้อยเธอก็ไม่อยากให้แม่สายไร้เดียงสาคนนี้ถูกหลอก และหลังจากนั้นคีร่าก็การเป็นที่ปรึกษาปัญหาหัวใจของมินตราไปชนิดที่เจ้าตัวยังงงว่าเกิดอะไรขึ้น
ส่วนสาวคนสุดทายก็คือ 'ริตา' สาวมันแห่งยุคเนื่องจากความเป็นสาวเปรี้ยวปริ้ด พูดจาตรงมาตรงไปเหมือนกัน(หรือขวานผ่าซากนั้นเอง) และสาวมั่นทั้งคู่ก็เลยเป็นเพื่อนกันอย่างง่ายได้ เนื่องจากการพบเจอกันตามผับบ่อยๆ เลยคุ้นหน้าคุ้นตากัน และจากเหตุการณ์ที่มีฮีโร่สาวสองคนเข้าไปช่วยชีวิตจากการถูกผู้ชายบ้ากามทำร้ายในคืนนั้นก็ยิ่งสร้างความเชื่อใจให้ริตาที่ต่อฮีโร่สาวสองคนมากขึ้น
เมื่อทั้งสี่สาวมารวมตัวกันก็สร้างความแปลกใจให้ใครหลายคนว่ามาเป็นเพื่อนกันได้ไง เพราะแต่ละคนต่างไม่เหมื่อนกันเลย หนึ่ง 'มินตรา' สาวหวานเรียบร้อย สอง'แพรดาว' สาวร่าเริงออกแนวห้าว สาม'ริตา' สาวมันใจในตัวเองและเปรี้ยวจิ้ด สี่'คริมา หรือ คีร่า ของเพื่อนๆ' สาวเงียบดูลึกลับในสายตาของคนอื่น ยกเว้นเพื่อนสนิท แต่ถึงใครจะสงสัยยังไง ทั้งสี่ก็เป็นเพื่อนกันแล้ว และกำลังตะโกนแข่งกับเสียงเพลงอยู่ตรงนี้แล้วด้วยความสนุกสนาน